Zero Trust Security เป็นแนวคิดด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เน้นหลักการว่า “ห้ามเชื่อถือโดยอัตโนมัติ” ไม่ว่าจะเป็นบุคคล อุปกรณ์ หรือแอปพลิเคชัน ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร
Zero Trust ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนในยุคดิจิทัล โดยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสิทธิ์ (Authentication) การกำหนดสิทธิ์ (Authorization) และการตรวจสอบพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง
ความสำคัญของ Zero Trust Security เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการโจมตีไซเบอร์มีแนวโน้มที่ซับซ้อนขึ้น เช่น Ransomware, Phishing, และ Data Breaches นอกจากนี้ การทำงานระยะไกล (Remote Work) และการใช้ Cloud Computing ก็เพิ่มความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญขององค์กรจะรั่วไหล
การใช้ Zero Trust ช่วยลดโอกาสของการโจมตีโดยกำหนดให้มีการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication) และการกำหนดสิทธิ์แบบ Least Privilege Access ซึ่งช่วยป้องกันข้อมูลและทรัพยากรที่สำคัญขององค์กรจากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
Zero Trust Security คืออะไร
Zero Trust Security เป็นแนวทางด้านความปลอดภัยที่ ไม่ไว้วางใจใครหรืออะไรโดยอัตโนมัติ ทุกการเข้าถึงระบบต้องผ่านการตรวจสอบ ไม่ว่าจะมาจากภายในหรือภายนอกองค์กร หลักการสำคัญของแนวคิดนี้คือ “Never Trust, Always Verify” หรือ “ห้ามเชื่อถือใครทั้งสิ้น ต้องตรวจสอบตลอดเวลา”
หลักการสำคัญของ Zero Trust
1. การตรวจสอบตัวตนอย่างเข้มงวด (Verify Identity Strictly)
- ใช้ Multi-Factor Authentication (MFA) เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ใช้งาน อุปกรณ์ และแอปพลิเคชันก่อนอนุญาตให้เข้าถึง
2. การกำหนดสิทธิ์แบบน้อยที่สุด (Least Privilege Access)
- ให้สิทธิ์เข้าถึงเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อลดโอกาสในการโจมตี
- แยกสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลระหว่างพนักงาน ฝ่ายบริหาร และระบบภายนอก
3. การแบ่งโซนเครือข่าย (Micro-Segmentation)
- แยกเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของมัลแวร์
- กำหนดนโยบายการเข้าถึงที่แตกต่างกันในแต่ละโซน
4. การตรวจสอบและวิเคราะห์พฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง
- ใช้ AI และ Machine Learning เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมที่ผิดปกติ
- บล็อกหรือแจ้งเตือนทันทีเมื่อพบกิจกรรมที่น่าสงสัย
ความสำคัญของ Zero Trust Security
ปัจจุบันการโจมตีไซเบอร์มีความซับซ้อนขึ้นและสามารถเจาะระบบที่มีมาตรการความปลอดภัยต่ำได้ง่าย การใช้ Zero Trust ช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีข้อดีดังนี้
1. ป้องกันการโจมตีจากภายใน (Insider Threats)
- พนักงานหรือบุคคลภายในองค์กรอาจเป็นภัยคุกคามได้ (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)
- Zero Trust ลดความเสี่ยงโดยกำหนดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น
2. ลดโอกาสของ Ransomware และ Phishing
- Phishing เป็นวิธีที่แฮ็กเกอร์ใช้เพื่อหลอกให้พนักงานเปิดเผยข้อมูลสำคัญ
- Zero Trust ช่วยลดผลกระทบโดยป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
3. ปกป้องข้อมูลใน Cloud และ Remote Work
- ปัจจุบันหลายองค์กรใช้ Cloud Services เช่น Microsoft 365 หรือ Google Workspace
- Zero Trust ช่วยให้สามารถกำหนดสิทธิ์และตรวจสอบการเข้าถึงจากระยะไกลได้อย่างปลอดภัย
วิธีการแก้ไขและป้องกันภัยคุกคามด้วย Zero Trust
1. ใช้ Multi-Factor Authentication (MFA)
- เพิ่มชั้นความปลอดภัยด้วยการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย เช่น รหัสผ่าน + OTP หรือ Biometric
2. กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงแบบ Least Privilege
- จำกัดสิทธิ์ของพนักงานให้เข้าถึงเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี
3. ตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใช้งาน (User Behavior Analytics - UBA)
- ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้ หากมีการเข้าสู่ระบบที่ผิดปกติ ให้แจ้งเตือนหรือบล็อกทันที
4. เข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption)
- ใช้การเข้ารหัส (Encryption) ทั้งขณะรับส่งข้อมูลและขณะจัดเก็บ
5. ใช้ Zero Trust Network Access (ZTNA) แทน VPN
- ZTNA เป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยกว่า VPN เพราะสามารถกำหนดการเข้าถึงแบบเฉพาะเจาะจงได้
6. จำกัดการเข้าถึงแอปพลิเคชันและอุปกรณ์ (Device and Application Control)
- อนุญาตเฉพาะอุปกรณ์และแอปพลิเคชันที่ผ่านการรับรองให้เข้าถึงระบบองค์กร
7. ติดตั้งระบบตรวจจับและป้องกันภัยคุกคาม (EDR และ SIEM)
- Endpoint Detection and Response (EDR) ช่วยตรวจจับมัลแวร์ที่อุปกรณ์ของพนักงาน
- Security Information and Event Management (SIEM) ช่วยวิเคราะห์และแจ้งเตือนภัยคุกคามแบบเรียลไทม์
บทสรุป Zero Trust Security เป็นแนวทางด้านความปลอดภัยที่สำคัญในยุคดิจิทัล ช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็น Ransomware, Phishing หรือ Insider Threats หลักการสำคัญคือ ไม่เชื่อถือใครโดยอัตโนมัติ และตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงอย่างเคร่งครัด
การนำ Zero Trust มาใช้ต้องเริ่มจาก การกำหนดสิทธิ์แบบ Least Privilege, ใช้ MFA, ติดตามพฤติกรรมผู้ใช้ และเข้ารหัสข้อมูล รวมถึงใช้เทคโนโลยี เช่น ZTNA, EDR และ SIEM เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น
องค์กรที่นำ Zero Trust ไปใช้จะมีความปลอดภัยมากขึ้น ลดโอกาสการรั่วไหลของข้อมูล และสามารถรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ